Sunday, August 23, 2009

เชนร้านอาหารญี่ปุ่นจัดทัพ กระหน่ำเปิดสาขาในเอเชีย

เชนร้านอาหารชื่อดังจากญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าบุกเข้าเปิดสาขาในประเทศสิงคโปร์เป็นด่านแรก หวังใช้เป็นฐานในการเจาะเข้าสู่ตลาดอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดใหญ่ใกล้เคียงอย่างออสเตรเลีย

หนังสือพิมพ์โยมิอุริ ชิมบุน รายงานว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเคลื่อนทัพระลอกใหม่ของบรรดาร้านอาหารญี่ปุ่นสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีความคุ้นเคยและให้ความนิยมอาหารญี่ปุ่นอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ยอดจำหน่ายของธุรกิจร้านอาหารในญี่ปุ่นเองมีแนวโน้มลดลงจากการที่สังคมญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดน้อยแต่อัตราการแก่สูง ข้อจำกัดดังกล่าวของตลาดภายในประเทศ ทำให้เชนร้านอาหารญี่ปุ่นมองออกไปยังตลาดต่างประเทศว่าน่าจะยังมีโอกาสให้ขยายธุรกิจได้อีกมาก ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า รสชาติอาหารญี่ปุ่นที่มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแนวราเม็ง(อาหารแนวเส้นๆ) แนวญี่ปุ่นผสานอิตาเลียน หรืออาหารญี่ปุ่นแบบผับ จะสามารถเจาะกลุ่มชนชั้นกลางในตลาดเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด

ล่าสุดที่เพิ่งเข้ามาเปิดสาขาบนถนนออร์ชาร์ด ประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา คือ ร้านวาตามิ (Watami) ซึ่งมีคิวลูกค้ายาวเหยียดล้นออกมานอกร้าน บริษัท วาตามิ ฟู้ด เซอร์วิส สิงคโปร์ จำกัด เจ้าของเชนร้านอาหารญี่ปุ่นที่ออกแนวผับ เปิดเผยว่า ลูกค้าชาวสิงคโปร์ ที่เข้ามาใช้บริการช่วงอาหารกลางวันจะใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 15 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อมื้อ หรือคิดเป็น 3 เท่าของค่าอาหารกลางวันตามร้านริมถนน ส่วนมื้อค่ำ ลูกค้าวาตามิจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยคนละ 25 ดอลลาร์สิงคโปร์ แม้ราคาอาหารไม่นับว่าถูก แต่ลูกค้าที่เข้าร้านก็ยังคงเนืองแน่น "แม้แต่ในช่วง 3-4 โมงเย็น โต๊ะเรายังมีลูกค้าเต็มมากกว่าครึ่ง" นาย ซาโตชิ คุริฮาระ ประธานบริษัทกล่าว

นับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เชนร้านอาหารญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มเข้ามาเปิดสาขาแรกในสิงคโปร์ อาทิ เชนร้าน ทสึโบฮะชิ (แนวผับญี่ปุ่น) ร้านซาอิเซริยะ (แนวญี่ปุ่นสไตล์อิตาเลียน) ร้าน ทสึคิจิ กินดาโกะ (ลูกชิ้นปลาหมึกปั้นแบบญี่ปุ่น) และร้านโอโตยะ (ร้านอาหารต้นตำรับเพื่อสุขภาพ) เป็นต้น และเร็วๆ นี้ในเดือนธันวาคม เชนร้านราเม็งภายใต้ชื่อ อิปปุโดะ ก็กำลังจะบุกตลาดสิงคโปร์เป็นสาขาแรกเช่นกัน

ในอดีตร้านอาหารญี่ปุ่นในสิงคโปร์มักจะเน้นเมนูราคาแพงเพื่อมุ่งเจาะลูกค้าที่มีรายได้สูง และนักธุรกิจญี่ปุ่นในสิงคโปร์ เป็นหลัก แต่ปัจจุบันร้านอาหารเหล่านี้กำลังเล็งเป้าหมายไปที่คนท้องถิ่นเป็นหลัก เนื่องจากอาหารญี่ปุ่นเองกำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนสิงคโปร์มากขึ้นด้วย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสนิยมอาหารเพื่อสุขภาพ ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคมีเพิ่มมากขึ้น ครูวัย 45 ปีคนหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม กล่าวกับโยมิอุริ ชิมบุน ขณะยืนเข้าแถวรอโต๊ะว่างหน้าร้านวาตามิบนถนนออร์ชาร์ด ว่า เขากินอาหารญี่ปุ่น 3-4 ครึ่งต่อสัปดาห์ เพราะรู้สึกว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ขณะที่นายธนาคารวัย 27 ปีกล่าวว่า ถ้าจะกินอาหารญี่ปุ่นทุกวันก็ดูจะต้องใช้จ่ายมากเกินไป แต่ถ้ากินบ้างเป็นครั้งคราวก็ไม่กระไร จากกระแสความนิยมดังกล่าว ทำให้ศูนย์การค้าใหญ่ๆ ของสิงคโปร์มักจะแข่งกันผุดร้านอาหารญี่ปุ่นเพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าเข้าศูนย์

เชนร้านอาหารญี่ปุ่นบางรายก็มุ่งหวังใช้ตลาดสิงคโปร์เป็นฐานในต่างประเทศเพื่อแปรรูปอาหารและพัฒนาบุคลากรสำหรับป้อนสู่ตลาดอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกตัวอย่าง เชนร้านอิปปุโดะ ที่กำลังลงทุนสร้างโรงงานผลินเส้นบะหมี่ญี่ปุ่นในสิงคโปร์ซึ่งอยู่ใกล้กับพรมแดนมาเลเซีย ส่วนร้านวาตามิก็กำลังมีแผนรุกเข้าไปในออสเตรเลีย โฆษกของบริษัทเผยว่า ภายในปี 2563-2568 วาตามิจะมีสัดส่วนรายได้จากตลาดญี่ปุ่นและตลาดต่างประเทศเท่าๆ กัน ผศ. มูเนะโนริ ฮอตตะ จากมหาวิทยาลัยมิยากิ ให้ความเห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจของเอเชียในปัจจุบันคล้ายคลึงกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นเมื่อ 30-35 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นยุคที่ธุรกิจร้านอาหารมีการเติบโตอย่างรวดเร็วมาก เมื่อผนวกกับจำนวนประชากรที่มีอยู่มากของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดแห่งนี้จึงน่าเย้ายวนใจอย่างยิ่ง


ที่มา ฐานเศรษฐกิจ 24 สิงหาคม 2552

ตั้งฮั่วเส็งไว้ลายค้าปลีกพันธุ์ไทย ทุ่มเปิด'เก็ท อิท'ให้เข้าถึงแหล่งชุมชนมากขึ้น สร้างสีสันเป็นจุดนัดพบใหม่ของผู้บริโภคฝั่งธนบุรี

ตั้งฮั่วเส็ง ปักหลักสู้ศึกค้ารักษาฐานค้าปลีกไทย ทุ่มงบลงทุนเปิดเก็ท อิท 10 สาขารวด พร้อมรีโนเวตสาขาธนบุรี สู่สไตล์โมเดิร์นรองรับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ก่อนปรับราคาค่าเช่าพื้นที่ใหม่ หลังเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณบวก

นายวิโรจน์ จุนประทีปทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมแผนลงทุนในธุรกิจค้าปลีกอย่างต่อเนื่องนับจากนี้ไป โดยใน 4 เดือนนี้จะเปิดเก็ท อิท (Get it) มินิซูเปอร์มาร์เก็ตใหม่อีก 2 แห่ง จากล่าสุดที่เปิดตัวเก็ท อิท สาขา 3 ขึ้นภายในโครงการอิมเมจ มอลล์ ถนนพุทธมณฑลสาย 4 โดยในปีหน้าบริษัทมีแผนที่จะลงทุนเปิดให้บริการเก็ท อิท อีก 10 สาขา พร้อมทั้งเตรียมงบประมาณอีกจำนวนหนึ่งในการปรับปรุงห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง สาขาธนบุรี หลังจากที่ชะลอการรีโนเวตโครงการตั้งแต่ปี 2551 ที่ผ่านมาเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ

โดยการปรับปรุงครั้งนี้เพื่อสร้างสีสันและบริการให้เป็นจุดนัดพบแห่งใหม่ของผู้บริโภคฝั่งธนบุรี ซึ่งสามารถรองรับการเติบโตของชุมชนและกลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยเฉพาะการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่มีนักศึกษารวมกว่า 8,000 คน ทั้งนี้ภาพลักษณ์ใหม่ของตั้งฮั่วเส็ง ธนบุรี จะมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย สไตล์โมเดิร์น และเพิ่มร้านค้าให้บริการมากขึ้น

ทั้งนี้หลังจากการปรับปรุงสาขาแล้วจะมีการเพิ่มรายได้จากค่าเช่าต่อตารางเมตรที่สูงขึ้นและเพิ่มพื้นที่ขายและบริการของร้านค้าประเภทร้านอาหาร กาแฟ ฟาสต์ฟูด เพื่อให้มีจุดเด่นมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ห้างมีรายได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย


"หลังจากที่พฤติกรรมลูกค้าหันมานิยมจับจ่ายร้านค้าใกล้บ้านมากขึ้น ส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กได้รับความนิยม ทำให้เก็ท อิท ประสบความสำเร็จ บริษัทจึงมีแนวคิดที่จะขยายสาขาเก็ท อิทให้เข้าถึงแหล่งชุมชนมากขึ้น โดยในปีนี้บริษัทมีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มอีก 2 แห่งและอีก 10 แห่งในปีหน้า หลังจากที่เศรษฐกิจไทยโดยภาพรวมเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น ทำให้มีความเชื่อมั่นในการลงทุนมากขึ้น"

การขยายสาขาใหม่ล่าสุดคือ เก็ท อิท สาขาอิมเมจ มอลล์ ใช้เงินลงทุน 4.5 ล้านบาท มีพื้นที่ 350 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ซูเปอร์มาร์เก็ต จำหน่ายอาหารสด อาหารแห้ง อาหารสำเร็จ , Zone@home จำหน่ายอุปกรณ์เครื่องเขียน เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้สำหรับเด็ก อุปกรณ์เย็บปักถักร้อย Coffee corner และพื้นที่บริการอื่นๆ เช่น รับชำระค่าสาธารณูปโภค อินเตอร์เน็ต เป็นต้น โดยเก็ท อิท เปิดให้บริการภายใน "อิมเมจ มอลล์" ซึ่งเป็นคอมมิวนิตี มอลล์ แห่งใหม่บนถนนพุทธมณฑล สาย 4 โดยภายในโครงการ มีสินค้าและบริการที่หลากหลาย อาทิ โรงเรียนกวดวิชา ร้านขายยา สปา ร้านเสริมสวย ธนาคาร เป็นต้น

สำหรับเก็ท อิท เป็นมินิซูเปอร์มาร์เก็ต โมเดลใหม่ที่ตั้งฮั่วเส็งเปิดให้บริการ โดยเน้นเปิดในคอมมิวนิตี มอลล์ หน้าหมู่บ้าน ใกล้หรือในมหาวิทยาลัย ในโรงพยาบาล ในสถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น โดยมีพื้นที่ประมาณ 300-500 ตารางเมตร มีที่จอดรถสะดวกสบาย ปัจจุบันมี 3 สาขา ได้แก่ สาขาสถานีบริการน้ำมันsusco ถนนราชพฤกษ์ ,มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา และล่าสุดอิมเมจ มอลล์ พุทธมณฑล สาย 4

ที่มา ฐานเศรษฐกิจ 24 สิงหาคม 2552

เอเซียบุ๊คส์ขานรับตลาดหนังสือ ทุ่มงบ 20 ล้าน อัดแคมเปญสร้างยอดขายโต 10% จัดกิจกรรมใหญ่ฉลองครบรอบ 40 ปี รองรับเด็กรุ่นใหม่

เอเซียบุ๊คส์ ทุ่มงบกว่า 20 ล้านบาท จัดกิจกรรมใหญ่ฉลองครบรอบ 40 ปี คืนกำไรลูกค้า พร้อมควบรวมกิจการ Bookazine เพิ่มเครือข่ายร้านจำหน่ายหนังสือ เอเซียบุ๊คส์ กว่า 67 สาขา หลังรีแบรนดิ้งเอเซียบุ๊คส์ใหม่ ตั้งแต่ปีที่แล้ว ด้วยงบกว่า 100 ล้านบาท มั่นใจสิ้นปีสร้างยอดขายเติบโต 10% จากรายได้ปัจจุบันกว่า 1,000 ล้านบาท

นายภูเมธ มณูพิบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซียบุ๊คส์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านจำหน่ายหนังสือภาษาอังกฤษนำเข้าในระบบ เชนสโตร์ (Chain Store) เปิดเผยว่า จากภาพรวมของธุรกิจร้านจำหน่ายหนังสือมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่องประมาณ 10% โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัท ได้ทำการปรับภาพลักษณ์พร้อมขยายเครือข่าย โดยการควบรวมกิจการกับร้าน Bookazine เพื่อขยายเครือข่ายร้านจำหน่ายหนังสือ เอเซียบุ๊คส์ ทำให้ปัจจุบันเอเซียบุ๊คส์ มีสาขารวมทั้งสิ้น 67 สาขา

ในปีนี้ บริษัทจึงใช้งบการตลาดประมาณ 20 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญ Asia Books on Chapter 40th หรือ " บันทึกบทที่ 40 ของเอเซียบุ๊คส์" เพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้า โดยการเพิ่มหมวดหมู่ในกลุ่มหนังสือหายาก และหนังสือที่กำลังเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้อ่านในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกสรรหนังสือที่ให้ความรู้ใหม่ ๆ (New knowledge) หรือเกิดแนวความคิดใหม่ ๆ (New Idea) พร้อมทั้ง การขยายตลาดกลุ่มหนังสือสำหรับเด็ก รองรับการเติบโตที่กำลังเป็นกระแสใหม่ของตลาด

"ตลาดหนังสือในประเทศไทย โดยเทรนด์ที่น่าสนใจ มาจากพ่อแม่ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านและการเรียนรู้นอกตำรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มหนังสือเด็กจะเป็นกลุ่มที่มียอดขายเติบโตสูงสุด" นายภูเมธกล่าวและว่า เอเซียบุ๊คส์ ยังเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าด้วยการบริการ กิจกรรม ส่งเสริมการขาย และสมาชิกสัมพันธ์ต่อเนื่อง เช่น การจัดทำแคมเปญ Cash Back Reward ในช่วงระหว่าง 30 กรกฎาคม - 31 ธันวาคมนี้ เป็นการสะสมแสตมป์ 4 ดวง เพื่อรับส่วนลดสูงสุด 400 บาท หรือสะสมแสตมป์ครบ 5 ดวง รับส่วนลด 40% ต่อหนังสือ 1 เล่ม

ส่วนกิจกรรมการเปิดตัวหนังสือ เช่น กิจกรรมการเปิดตัวหนังสือ The Lost Symbol งานเขียนเล่มล่าสุดของ Dan Brown นักประพันธ์แห่งตำนานเจ้าของผลงาน The Da Vinci Code ซึ่งได้จัดทำของขวัญพิเศษ ให้กับสาวก Dan Brown 40 คนแรก สำหรับ 4 สาขา ที่ร่วมรายการ ในวันเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 15 กันยายน แคมเปญ Good Book Great Value ซื้อ 3 แถม 1 สำหรับหนังสือในกลุ่มศิลปะ อาหาร หนังสือเด็ก ฯลฯ แคมเปญนำหนังสือเก่ามาแลกเป็นส่วนลด 15% สำหรับการซื้อหนังสือเล่มใหม่ โดยหนังสือเก่าจะนำไปบริจาคให้น้องที่ด้อยโอกาส รวมทั้งการเปิดให้บริการ Worldwide Ordering Services การรับสั่งหนังสือทั้งจากที่มีขายอยู่ในร้านและจากต่างประเทศ โดยออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.asiabooks.com รวมทั้งบริการส่งตรงถึงจุดหมายปลายทางภายในประเทศฟรี

อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมา เอเซียบุ๊คส์ใช้งบการตลาดไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ในการรีแบรนด์ปรับโฉมครั้งใหญ่ หลังจากเปิดให้บริการร้านขายหนังสือภาษาอังกฤษมากว่า 38 ปี โดยปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเอเซียบุ๊คส์ ให้มีความกระฉับกระเฉงและทันสมัยมากยิ่งขึ้น ปรับปรุงภายในร้านของเอเซียบุ๊คส์ให้มีความโปร่งสบายมากขึ้น ปรับโลโก จากตัวหนังสือธรรมดา ให้แสดงถึงความสดใสทันสมัยมากขึ้น โดยการปรับโฉมเริ่มทำตั้งแต่ปลายปี 2550 และส่งผลให้เอเซียบุ๊คส์มียอดขายเติบโตประมาณ 10% จากยอดขายมากกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมเปิดสาขาใหม่ เอเซียบุ๊คส์ สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว และร้าน Bookazine ที่สนามบินเชียงใหม่ และยังมีแผนรุกตลาดอีสานต่อเนื่อง

ที่มา ฐานเศรษฐกิจ 24 สิงหาคม 2552

เปิดศึกค้าปลีกกทม.ตะวันออก สยามพิวรรธน์ เนรมิต 'พาราไดซ์ พาร์ค' ชน 'ซีคอน สแควร์-เซ็นทรัล บางนา'

สยามพิวรรธน์จับมือเอ็มบีเค ระเบิดศึกค้าปลีกกรุงเทพฯโซนตะวันออก ทุ่มงบพันล้านเนรมิตสวนสวรรค์ "Paradise Park" ชิงกำลังซื้อรอบนอกตั้งแต่ศรีนครินทร์ บางนา ยันชลบุรี เผยเปิดขาย 3เดือนยอดทะลุกว่า 70% มั่นใจกวาดลูกค้าทุกกลุ่มตั้งแต่เด็กยันผู้สูงอายุ พร้อมแชร์ส่วนแบ่งตลาดดักหน้า "เซ็นทรัล ไลฟ์" ของค่ายเซ็นทรัล ที่จะเปิดปีหน้า

นางชฎาทิพ จูตระกูล รองประธานกรรมการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังจากที่บริษัทร่วมกับบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อกิจการศูนย์การค้าเสรี เซ็นเตอร์ ด้วยมูลค่า 975 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์การค้าใหม่รองรับกำลังซื้อของผู้บริโภคในย่านกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก ล่าสุดบริษัทพร้อมเปิดตัวโครงการใหม่ภายใต้ชื่อ "พาราไดซ์ พาร์ค" (Paradise Park) โดยทุ่มเงินกว่า 1,100 ล้านบาทปรับปรุงโครงการบนเนื้อที่รวม 32 ไร่เศษ มีพื้นที่รวม 2.9 แสนตารางเมตร ทั้งนี้บริษัทเริ่มรีโนเวตภายในศูนย์การค้าใหม่ทั้งภายในและภายนอกโครงการคาดว่าจะแล้วเสร็จในมีนาคม 2553

โดยพาราไดซ์ พาร์ค มีมูลค่าโครงการกว่า 2,000 ล้านบาท มีพื้นที่ให้เช่า 90,000 ตารางเมตร การตกแต่งภายในเน้นบรรยากาศธรรมชาติ ด้วยดอกไม้และธารน้ำ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Tuscany Garden สไตล์อิตาเลียนโบราณ พร้อมร้านค้าหลากหลายสไตล์รองรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งเป็นลูกค้าระดับบี ถึงระดับเอ โดยเน้นคัดเลือกร้านค้าที่เหมาะสมกับเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ผู้สูงอายุ และลูกค้าชาวต่างชาติ หรือExpat ที่พักในย่านบางนา - ตราด และนิคมอุตสาหกรรมตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไต้หวัน ญี่ปุ่น จีนและยุโรป ขณะเดียวกันที่นี่ยังวางเป้าหมายให้เป็น Last Shopping Destination สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ โดยที่นี่จะเป็นจุดให้บริการช็อปปิ้ง และจัดให้บริการรถชัตเตอร์ บัส รับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประเภท Day Transit ที่รอต่อเครื่องบินไปประเทศอื่น

"ย่านศรีนครินทร์ หรือกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก เป็นทำเลที่มีศักยภาพ จากผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง โดยเห็นได้จากมีจำนวนหมู่บ้านจัดสรร บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ขนาดใหญ่และกลางเกิดขึ้นกว่า 70 โครงการ โดย 43% ของผู้อาศัยในย่านดังกล่าวมีรายได้ต่อครัวเรือนสูงกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ขณะที่การมีห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ให้บริการเพียง 2 ศูนย์เท่านั้น และแต่ละศูนย์ก็มีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันไป" นางชฎาทิพ กล่าวและว่า


พาราไดซ์ พาร์ค สามารถให้บริการลูกค้าได้ในรัศมีกว่า 10 กิโลเมตร ตั้งแต่พื้นที่กรุงเทพฯโดยรอบ ทั้งศรีนครินทร์ บางนา สวนหลวง บางกะปิ ถึงชลบุรี ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีผู้บริโภคจำนวนมากจากชลบุรีที่เดินทางเข้ามาใช้บริการศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองที่ต้องนำบุตรหลานเข้ามาเรียนพิเศษ ซึ่งที่นี่จะมีทุกอย่างรองรับ

นางชฎาทิพ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัยเจาะลึกเพื่อให้ได้ข้อมูลและเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค โดยเฉพาะการศึกษากลุ่มลูกค้าเพื่อนำมาพัฒนาศูนย์การค้าเก่าที่มีอยู่ให้เป็นศูนย์การค้าใหม่ ซึ่งยากกว่าการลงทุนสร้างศูนย์การค้าใหม่เลย

"โจทย์นี้ค่อนข้างยากมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนสร้างศูนย์การค้าใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่มองเห็นคือศูนย์การค้านี้เป็นศูนย์ที่มีศักยภาพ มีโครงสร้างการออกแบบที่ดี และมีลูกค้าที่มีแบรนด์ลอยัลตีสูง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหลังการปรับปรุงใหม่ที่นี่ยังมีโซนสำหรับผู้สูงอายุอยู่"

นอกเหนือการนำเสนอโครงการพาราไดซ์ พาร์คแล้ว บริษัทยังเตรียมกลยุทธ์การทำตลาดแบบครบวงจร โดยใช้งบกว่า 30 ล้านบาทในการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์พาราไดซ์ พาร์ค และกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ หลังจากที่ร้านค้าชั้นนำต่างตอบรับในการเข้าร่วมให้บริการภายในศูนย์เป็นอย่างดี หลังจากที่เปิดขาย 3 เดือนเศษมียอดขายแล้วกว่า 70% ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่าจะขายพื้นที่ได้หมดภายในสิ้นปีนี้

ส่วนเป้าหมายหลักหลังจากที่เปิดให้บริการพาราไดซ์ พาร์คแล้วนั้น บริษัทตั้งเป้าที่จะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการโดยดึงลูกค้าจากศูนย์การค้าใกล้เคียงเฉลี่ย 20% ต่อศูนย์จากปัจจุบันที่มียอดลูกค้ามาใช้บริการเฉลี่ย 70,000 คนต่อวัน

อย่างไรก็ดีการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกกรุงเทพฯโซนตะวันออก เริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นหลังจากที่สนามบินสุวรรณภูมิย้ายมาเปิดให้บริการ ส่งผลให้มีการโยกย้ายประชากรเข้ามาในเขตดังกล่าวจำนวนมาก และเป็นประชากรที่มีศักยภาพมีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกหันมาสนใจเปิดให้บริการในพื้นที่จำนวนมาก ขณะที่ศูนย์การค้าเดิมที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นซีคอนสแควร์ และเซ็นทรัล บางนา ต่างเดินหน้ารีโนเวตศูนย์ใหม่เพื่อสร้างสีสันและใช้เป็นจุดดึงดูดลูกค้า นอกจากนี้ยังมีศูนย์การค้าขนาดย่อมหรือคอมมิวนิตี มอลล์เกิดขึ้น ทั้งจากกลุ่มเซ็นทรัล ที่เปิดให้บริการมาร์เก็ต เพลส อุดมสุข , เทสโก้ โลตัส รีโนเวตไฮเปอร์มาร์เก็ต เป็นคอมมิวนิตี มอลล์ภายใต้ชื่อ "พลัส ช้อปปิ้งมอลล์" และล่าสุดเซ็นทรัลพัฒนา ที่เตรียมลงหมุดเปิดตัวโครงการเซ็นทรัล ไลฟ์ คอมมิวนิตีมอลล์ โมเดลใหม่เอี่ยมของซีพีเอ็นที่จะเปิดให้บริการในปีหน้าด้วย

สำหรับการเข้าซื้อกิจการศูนย์การค้าเสรี เซ็นเตอร์ เกิดขึ้นเมื่อบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เข้าซื้อหุ้นสามัญบริษัท เสรีเซ็นเตอร์ แมเนจเมนท์ จำกัด จำนวน 100% ผู้บริหารศูนย์การค้าเสรี เซ็นเตอร์ ทำให้ได้รับสิทธิ์บริหารจัดการศูนย์การค้าเสรี เซ็นเตอร์ ซึ่งมีอายุสัญญาการเช่าที่ดินเหลืออยู่อีกประมาณ 15 ปี สิ้นสุดสัญญาวันที่ 30 กรกฎาคม 2566 ทำให้ทั้งสองบริษัทตัดสินใจปรับปรุงศูนย์การค้าเสรี เซ็นเตอร์ พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น พาราไดซ์ พาร์ค โดย เอ็ม บี เค จะทำหน้าที่ดูแลด้านการเงิน ส่วนสยามพิวรรธน์ ดูแลด้านการตลาดและการบริหารจัดการภายในทั้งหมด

ที่มา ฐานเศรษฐกิจ 24 สิงหาคม 2552

โออิชิ ทุ่ม100ล. แจกซูชิทองคำ โกยยอดโค้งท้าย

"โออิชิ" ย้ำภาพ 'King of Japanese Restaurant' ทุ่ม 100 ล้านเปิดบิ๊กแคมเปญ "ซูโก้ย...โซ้ยแหลก" แจกซูชิทองคำหนักร้อยบาท กระตุ้นกำลังซื้อระลอกใหญ่ หลังครึ่งปีแรกโกยยอดขายทะลุเป้า กวาดกำไรสูงสุดในรอบ 5 ปี

นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้จัดการ บริษัทโออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นและเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่ม ในเครือโออิชิ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำภาพความเป็นผู้นำด้านร้านอาหารญี่ปุ่น หรือ 'King of Japanese Restaurant' บริษัททุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ทำกลยุทธ์ทางการตลาดเชิงรุกแบบครบวงจร โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการมากยิ่งขึ้น โดยกลยุทธ์หลักที่จะมาสร้างสีสันและกระตุ้นกำลังซื้อได้แก่ แคมเปญ 'ซูโก้ย...โซ้ยแหลก' แจกคูปองชิงซูชิทองคำน้ำหนัก 10 บาท จำนวน 10 รางวัล (มูลค่าน้ำหนักรวม 100 บาท) อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 สัปดาห์ ให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการที่โออิชิ แกรนด์, โออิชิ บุฟเฟ่ต์, โออิชิ เอ็กซ์เพรส, ชาบูชิ , โอเคสุกี้แอนด์บาร์บีคิว บุฟเฟ่ต์, โออิชิ ราเมน, โออิชิ ซูชิ บาร์, ล็อกโฮม เดอะ ไดน์นิ่ง คอมเพล็กซ์, ไมโดะ โอคินิ และอินแอนด์เอ้าท์ เดอะ เบเกอรี่ คาเฟ่ หรือ โออิชิ เดลิเวอรี่ ทั้งนี้คาดว่าแคมเปญดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้มียอดขายเพิ่มขึ้น 20-30% จากช่วงเวลาปกติ


สำหรับแผนการลงทุนจนถึงสิ้นปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะขยายสาขาใหม่อีก 5 แห่ง จากปัจจุบันมีสาขารวม 104 แห่ง โดยในปีหน้าบริษัทจะขยายสาขาเพิ่มอีก 20 แห่ง โดยเน้นการขยายสาขาของชาบูชิ และโออิชิ ราเมนเป็นหลัก พร้อมกับการขยายร้านแฟรนไชส์จากประเทศญี่ปุ่นอีก 2 แบรนด์ใหม่ ได้แก่ ไมโดะโอกินิ (Maido Okini) ร้านอาหารประเภทเส้น และคาโซกูเตะ(Kazokutei) ร้านอาหารรูปแบบทำรับประทานในครอบครัว(ปาปา มามา คุกกิ้ง) โดยคาโซกูเตะ เตรียมเปิดสาขาแรกในเดือน พ.ย.นี้ อยู่ระหว่างพิจารณาทำเลในศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ และเซ็นทรัล พลาซา ปิ่นเกล้า ส่วนงบประมาณด้านการตลาดบริษัทจะใช้ประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี


ด้านผลประกอบการครึ่งปีแรก บริษัทมีรายได้รวม 3,427 ล้านบาท เติบโต 23% มีผลกำไร 426 ล้านบาท เติบโต 51% เทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เป็นอัตราเติบโตยอดขายสูงสุดในรอบ10 ปี และกำไรสูงสุดในรอบ 5 ปี ปัจจุบันโออิชิ กรุ๊ป ครองส่วนแบ่งตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นกว่า 40% จากมูลค่าตลาดรวมกว่า 7,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มคิดเป็น 45% และอีก 55% เป็นรายได้จากกลุ่มชาเขียว

ที่มา ฐานเศรษฐกิจ 24 สิงหาคม 2552

เดอะมอลล์ กล้าคิด กล้าทำ

ถือเป็นความจำเป็น และเป็นสิ่งที่สมควรทำ สำหรับห้างสรรพสินค้า กับกิจกรรมการตลาด เพราะถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างแบรนด์แบบยั่งยืน และยังเป็นการสร้างยอดขายในทางอ้อมให้กับห้างด้วย

กิจกรรมการตลาดที่ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นแคมเปญกระตุ้นการขาย ลด แลก แจก แถม เพียงอย่างเดียว แต่กิจกรรมซีเอสอาร์ หรือกิจกรรมเพื่อสนองตอบสังคม ก็ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ขาดไม่ได้ ซึ่งผลที่ได้จากกิจกรรมซีเอสอาร์ดูจะยั่งยืนและถาวรกว่าเสียด้วยซ้ำ อย่างกิจกรรมของห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ "เดอะมอลล์ พาเหรดอนุบาล" ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ร่วมส่งเสริมเด็กไทย กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก โดยการจัดประกวดขบวน CARNIVAL PARADE, เชียร์ลีดเดอร์ และบอร์ดนิทรรศการ ของนักเรียนอนุบาล ภายใต้คอนเซ็ปต์ "Save Our Planet" รณรงค์ลดภาวะโลกร้อน ชิงถ้วยประทาน พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ระหว่างวันที่ 22-23 สิงหาคม 2552 ที่ MCC Hall ชั้น 4 เดอะมอลล์ บางแค

สำหรับเดอะมอลล์ มีการจัดสรรงบสำหรับกิจกรรมซีเอสอาร์ แต่ละปี เกินกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งมีการแยกเป็น กิจกรรมที่เป็น Green เช่น การปลูกป่า หรือกิจกรรม White รณรงค์ภาวะโลกร้อน


ชำนาญ เมธปรีชากุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสสายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บอกว่า เดอะมอลล์ เป็นห้างสรรพสินค้าสำหรับครอบครัว ดังนั้น แนวทางในการจัดกิจกรรมต่างๆ จึงเป็นกิจกรรมที่ทุกคนในครอบครัวจะสามารถมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกันได้ ซึ่งที่ผ่านมาเดอะมอลล์มีกิจกรรมเกี่ยวกับเด็กๆ มากพอสมควร เช่น สโมสรเด็กที่ฝึกฝนเด็กในด้านต่างๆ อาทิ ศิลปะ สอนวาดภาพระบายสี, ด้านนาฏศิลป์ สอนรำไทย, แดนซ์, บัลเล่ต์, การแสดง ฯลฯ


ส่วนกิจกรรม "เดอะมอลล์ พาเหรดอนุบาล" เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นต่อเนื่อง โดยพัฒนามาจากกิจกรรม "เดอะมอลล์ จูเนียร์ เชียร์ลีดเดอร์" ซึ่งเป็นการแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์ ระดับอนุบาลเพียงอย่างเดียว โดยการทำกิจกรรมในแต่ละปี จะปรับเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับปีนี้ ที่ปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมเนื้อหาให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยมีทั้งการแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์ และขบวนพาเหรด ภายใต้คอนเซ็ปต์ "Save Our Planet" การรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน โดยแต่ละโรงเรียนจะต้องนำเสนอผลงานให้สื่อออกมา 3 รูปแบบ ได้แก่ การจัดนิทรรศการ, ขบวน CARNIVAL PARADE และเชียร์ลีดเดอร์


สำหรับภายในงาน ยังมีการจัดนิทรรศการของคนหัวใจสีเขียว ร่วมรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน จากหน่วยงานต่างๆ อาทิ นิทรรศการ Think Green จาก เดอะมอลล์, นิทรรศการผลงานสิ่งประดิษฐ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจากนักศึกษา และยังมีโชว์การแสดง "คีตมวยไทย" และ Mascot จาก "จ๊ะทิงจา"


ส่วนทีมที่เข้าแข่งขัน ขณะนี้มีทีมจากโรงเรียนอนุบาลต่างๆ ส่งตัวแทนเข้าร่วมแข่งขันแล้วทั้งสิ้น 25 ทีม โดยทีมที่ชนะรางวัลคะแนนรวมยอดเยี่ยม 3 ประเภท จะได้รับถ้วยประทาน พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พร้อมทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 วัน คือ วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2552 เป็นการประกวด CARNIVAL PARADE เพื่อเก็บคะแนน และในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2552 จะเป็นการประกวดเชียร์ลีดเดอร์ พร้อมตัดสินให้รางวัลแก่ทีมชนะเลิศ


จากรายละเอียดของกิจกรรม "เดอะมอลล์ พาเหรดอนุบาล" ของเดอะมอลล์กิจกรรมนี้ น่าจะได้ผลดีกับเด็กๆ มากพอสมควร ซึ่งถ้ามองในแง่การตลาด สิ่งดีๆ ที่เด็กได้ เกิดจากเดอะมอลล์ ซึ่งเป็นแม่งาน เป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า แบรนด์เดอะมอลล์ยอมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในใจเด็กๆ และนั่นคือ การปลูกฝังแบรนด์เดอะมอลล์ การสร้างประสบการณ์ที่ดีระหว่างแบรนด์ กับผู้บริโภคตั้งแต่เริ่มต้น และเมื่อเดอะมอลล์สานต่อด้วยกิจกรรมอื่นๆ จะยิ่งเป็นการสร้างแบรนด์แบบยั่งยืนในอนาคตต่อไป

ที่มา ฐานเศรษฐกิจ 24 สิงหาคม 2552

Thursday, August 20, 2009

ศูนย์กระจายสินค้า กุญแจรุก "ค้าส่ง" แม็คโคร

นอกจากการทำโปรโมชั่นจูงใจลูกค้าสมาชิกและการหาพันธมิตรทางธุรกิจเสริมทัพ สิ่งที่ศูนย์ค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค "แม็คโคร" ดึงมาเป็นกลยุทธ์หลักควบคู่กับแนวทางดังกล่าว คือการลงทุนกว่า 500 ล้านบาท สร้างศูนย์กระจายสินค้าระบบอัตโนมัติในรูปแบบ Cross Dock Distribution Center แห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมทีพาร์ค อ.วังน้อย พระนครศรีอยุธยา

เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการระหว่างซัพพลายเออร์กับสาขาให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายห้างให้ความสำคัญมากขึ้นในยามนี้

"สุชาดา อิทธิจารุกุล" กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวในพิธีเปิดศูนย์กระจายสินค้าว่า ด้วยรูปแบบการกระจายสินค้า ของศูนย์แห่งใหม่ จะไม่มีการเก็บสินค้าเหมือนคลังสินค้าทั่วไป แต่จะกระจายสินค้าแบบวันต่อวัน เพื่อลดปริมาณสต๊อกสินค้าอาหารแห้งและเพอร์ซันนอลแคร์ของ แต่ละสาขา ที่แม็คโครมีสัดส่วนสินค้าประเภทนี้อยู่ราว 70% รวมถึงควบคุมต้นทุนการบริหารจัดการของทั้งซัพพลายเออร์ และแม็คโครเอง

ศูนย์กระจายสินค้าดังกล่าวใช้บริการบริหารจัดการคลังสินค้าและโลจิสติกส์จากบริษัท ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ซึ่งจะสามารถคัดแยกสินค้าให้ตรงตามใบสั่งซื้อสินค้าได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ด้วยการรวบรวมการสั่งซื้อสินค้าของทุกสาขาเป็น 1 ออร์เดอร์ แทนการให้แต่ละสาขาสั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากซัพพลายเออร์

จากนั้นคัดแยกเพื่อส่งสินค้าไปยังแต่ละสาขา ด้วยความเร็ว 10,000 กล่องต่อชั่วโมง หรือ 250,000 กล่องต่อวัน และสามารถเพิ่มได้สูงสุด 320,000 กล่องต่อวัน ที่สำคัญสินค้าที่รับเข้าและส่งออกใช้เวลา ไม่เกิน 24 ชั่วโมง และน้อยสุดไม่ถึง 3 ชั่วโมง

"ด้วยยุทธศาสตร์นี้ จะช่วยให้ซัพพลายเออร์ของแม็คโครลดต้นทุนการจัดส่งสินค้าไปยังสาขาต่างๆ และจัดส่งสินค้าได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนสาขาของแม็คโครก็สามารถปรับปรุงระบบการหมุนเวียนสินค้า และลดเวลาในการรอสินค้าหลังจากสั่งของ เบื้องต้นศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่สามารถรองรับการกระจายสินค้าได้ถึง 50 สาขา และสามารถขยายเพิ่มเป็น 60 สาขาในอนาคต"

เมื่อถามถึงตัวเลขต้นทุนที่ศูนย์แห่งใหม่สามารถลดได้ "สุชาดา" กล่าวว่า ขอใช้เวลาอีกสักระยะเพื่อเก็บข้อมูล แต่สิ่งสำคัญที่ซัพพลายเออร์จะได้รับในทันทีที่เริ่มใช้ระบบ คือการบริการจัดส่งที่รวดเร็วทันใจ เป็นการสร้างความประทับใจในแบบฉบับแม็คโคร

แต่ที่ได้รับผลประโยชน์ชัดเจนที่สุด จะเป็นซัพพลายเออร์ขนาดกลางจนถึงขนาดเล็ก จำนวนกว่า 200 ราย ที่เคยประสบปัญหาสินค้าขาดสต๊อก เนื่องจากการจัดส่งที่ล่าช้า

"ระบบกระจายสินค้า ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการดำเนินธุรกิจของแม็คโคร เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าสมาชิกให้ได้สินค้าที่สดใหม่และราคาถูกลงไปจำหน่าย เป็นการช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าสมาชิกอีกทางหนึ่ง" สุชาดากล่าว

ปัจจุบันแม็คโครมี 43 สาขา ในมุมของ "สุชาดา" แม้จะมีศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย แต่แม็คโครยังมีสาขาในภาคเหนือน้อยเกินไป คือมีเพียง 6 สาขา ขณะที่ภาคใหญ่ๆ อย่างภาคอีสานมีถึง 10 สาขา และภาคกลางมี 14 สาขา

"บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเปิดสาขาใหม่ที่ลำปาง ซึ่งจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ต้องดูที่ความต้องการของคนในพื้นที่"

ส่วนสาขาที่มีแผนเปิดชัดเจนแล้ว คือพัทยา ที่กำหนดเปิดตัวตอนปลายปี จากเดิมที่ภาคตะวันออกมีแม็คโครอยู่แล้ว 5 สาขา

"ลูกค้าของสาขาพัทยา ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารและโรงแรม บริษัทคงไม่ต้องปรับฟอร์แมตสโตร์ใหม่ๆ แต่จะเพิ่มสัดส่วนสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าย่านนั้นมากขึ้น เช่นเดียวกับสาขาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมามีการเพิ่มไลน์สินค้าสำหรับกลุ่มธุรกิจโฮเรก้า เน้นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลูกค้าร้านอาหารต้องการนำไปใช้"

เป็นการบริหารงานแบบครบสูตร ทั้งซัพพลายเออร์และลูกค้าต่างแฮปปี้

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 20 สิงหาคม 2552