Sunday, August 24, 2008

มิสเตอร์โดนัทเล็งบุกต่างประเทศ

นายสุชีพ ธรรมาชีพเจริญ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซ็นทรัล เรสเตอรองตส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายมิสเตอร์ โดนัท เปิดเผยว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโต 7% จากปีก่อน แต่ต่ำกว่าเป้า ตั้งไว้ 10% เนื่องจากปัจจัยลบทางการเมือง เศรษฐกิจ โดยตลาดรวมธุรกิจโดนัทมูลค่า 1,500-1,600 ล้านบาท บริษัทมีแผนขยายสาขาเพิ่ม 8-10 แห่งจากปัจจุบันมีทั้งหมดกว่า 190 สาขา โดยใช้งบฯสาขาละ 70-80 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อขอลิขสิทธิ์ทำตลาดต่างประเทศ อาทิ อินเดีย สิงคโปร์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 25 สิงหาคม 2551

จับตาเทรนด์โฆษณาใหม่ ชู "In-store Marketing" ขายตรงลูกค้า


คงไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของ "โฆษณา" ที่มีต่อโลกธุรกิจ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาโฆษณาถือเป็นเครื่องมือทางการตลาด อันทรงอิทธิพลที่สามารถเข้าถึง "ผู้บริโภค" จำนวนมาก

ทว่าเมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิม รูปแบบของโฆษณาจึงต้อง ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

"วอลล์สตรีต เจอร์นัล" รายงานว่า ปัจจุบันบรรดาแบรนด์ต่างๆ พยายามจะเข้าถึงผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มให้มากขึ้น ซึ่งล่าสุดนักการตลาดปิ๊งไอเดียใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว โดยใช้วิธีโปรโมตสินค้าแก่ลูกค้าแต่ละราย โดยใช้ข้อมูลการเลือกหรือซื้อสินค้าภายในร้านเป็นตัวบ่งชี้ความสนใจของลูกค้า

ยกตัวอย่าง "ดังกิ้น โดนัท" ซึ่งนับเป็นธุรกิจรายแรกๆ ที่เริ่มทดลองวิธีใหม่ในตลาดสหรัฐ โดยดังกิ้นฯนำร่องใช้กลยุทธ์โปรโมตสินค้าแบบใหม่นี้ใน 2 สาขาในนิวยอร์ก เมื่อลูกค้าสั่งกาแฟในตอนเช้าก็ จะเห็นโฆษณาบนจอมอนิเตอร์ที่ติดอยู่หน้าเครื่องคิดเงิน ซึ่งมีเนื้อหาโปรโมตเมนูแซนด์วิชมื้อเช้า หรือเมนูมันฝรั่งต้มผัดสุกที่เรียกว่า hash browns ส่วนที่เคาน์เตอร์ลูกค้าจะเห็นโฆษณาอีกชิ้นที่กระตุ้นให้กลับมาละเลียดกาแฟในช่วงบ่าย และลองลิ้มรสพิซซ่าอบของร้าน

ขณะที่แบรนด์ "พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล" (พีแอนด์จี) ก็ใช้แนวคิดคล้ายคลึงกัน โดยทดลองใช้ป้ายสินค้าที่ รับส่งข้อมูลแบบ RFID (radio-frequency identification) กับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้าน "เมโทร เอ็กซ์ตร้า" (Metro Extra) ในเยอรมนี โดยเมื่อลูกค้าดึงสินค้าออกมาจากชั้น หน้าจอดิจิทัลในระดับสายตาจะเปลี่ยนเนื้อหาตามสินค้าที่ถูกหยิบ ยกตัวอย่าง หากลูกค้าหยิบผลิตภัณฑ์แชมพู หน้าจอโฆษณาที่ติดอยู่บนชั้นจะนำเสนอสินค้าประเภทครีมนวดผม หรือผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมอื่นๆ เพิ่มเติม

การขยับดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของนักโฆษณาที่ปรับโฟกัสไป ทุ่มงบฯโฆษณากับการตลาดในร้าน (in-store marketing) มากขึ้น หลังจากจำนวนผู้ชมและมนต์ขลังของโฆษณาทีวีเสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้นักการตลาดต้องหาหนทางโปรโมตแบบใหม่ที่ใกล้ชิดกับการตัดสินใจซื้อของลูกค้ามากที่สุด

และคำตอบก็อยู่ที่ "ร้านค้า" นั่นเอง

จากการทดลองที่นักการตลาดส่วนใหญ่ทำขึ้น มักจะติดตั้งจอดิจิทัลไว้ใกล้กับ เครื่องคิดเงินและตามทางเดิน เนื่องจากได้ติดกล้องไว้ใกล้กับจอดิจิทัลเหล่านี้ ซึ่ง ทำให้นักการตลาดทราบถึงพฤติกรรมของลูกค้า และรู้ว่าควรจะโฆษณาสินค้าตามที่ลูกค้าให้ความสนใจ

อย่างไรก็ตาม การโฆษณาที่พุ่งเป้าไปที่ร้านค้ายังอยู่ในขั้นเริ่มแรก ซึ่งนักการตลาดหลายรายยอมรับว่ายังจำเป็นต้องค้นคว้าวิจัยกันต่อไป เพื่อประเมินหารูปแบบของโฆษณาที่ดีที่สุด รวมถึงวิธีที่จะทำให้ ผู้บริโภคตอบรับกับข้อความโฆษณาที่ส่งไป ขณะที่หลายคนกังวลว่า หากติดตั้งจอ ดิจิทัลมากเกินไปอาจทำให้ลูกค้าละเลย ที่จะสนใจชมโฆษณาไปในที่สุด

"แอนดี้ เมอร์เรย์" ประธานบริหารบริษัทซาทชิ แอนด์ ซาชิ เอ็กซ์ เอเยนซีบริษัทโฆษณาในเครือพับลิซิส กรุ๊ป ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ว่า โดยปกติแล้วเรามักใช้จอมอนิเตอร์ในการกระตุ้นความสนใจของผู้คน แต่หากร้านค้าใช้หน้าจอดิจิทัล เหล่านี้เพียงเพราะต้องการขายสินค้า ก็ไม่แน่ว่านักช็อปจะให้การต้อนรับหรือไม่

ขณะที่ "วายซีดี มัลติมีเดีย" ผู้จัดหาหน้าจอดิจิทัลโฆษณาให้แก่ดังกิ้นฯ กำลังง่วนอยู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ซึ่งจะสามารถแยกแยะบุคคลได้อย่างแม่นยำ ทั้งในเรื่องของอายุโดยประมาณ และเพศ

แนวคิดดังกล่าวคล้ายคลึงกับที่บริษัทในธุรกิจด้านความปลอดภัยใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ทั้งขนาดและรูปร่างของจมูก ตา กระดูกแก้ม และแนวขากรรไกร

แม้การที่ราคาจอดิจิทัลลดลงอย่างมากทำให้บรรดาร้านค้าสามารถซื้อหามาใช้งานได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม จอมอนิเตอร์ดังกล่าวยังมีปัญหาเรื่องสัญญาณดิจิทัลที่ดีเลย์กว่าความเป็นจริง เนื่องจากการโหลดโฆษณาต้องใช้เวลานาน จึงอาจทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อผู้บริโภคได้จริง

นอกจากนี้ ผู้ผลิตเทคโนโลยีที่ใช้ในโฆษณารูปแบบใหม่นี้ยังต้องหาวิธีป้องกันความลับของลูกค้า โดยห้ามไม่ให้จับภาพและเก็บข้อมูลภาพลูกค้าไปใช้ต่อ

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 25 สิงหาคม 2551

"โรบินสัน"เพิ่มน้ำหนักแฟชั่นสตรี ขนไพรเวตแบรนด์สร้างความต่างจับสาวอินเทรนด์

"โรบินสัน" เผยแผนรุกตลาดครึ่งปีหลัง ขนทัพไพรเวตแบรนด์มัดใจสาวอินเทรนด์ ทุ่มงบฯ 12 ล้านหนุนแบบครบเครื่อง เผยหลังซอฟต์ลอนช์ 1 เดือนลูกค้าตอบรับ เกินคาด มั่นใจแบรนด์ใหม่ช่วยหนุนกลุ่มแฟชั่นสตรีโตตามเป้า พร้อมทยอยรีโนเวตสาขารับการเติบโต

นางสาวสิรินิจ โชคชัยฤทธิกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารสินค้า บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังนี้โรบินสันจะรุกตลาดด้วยกลยุทธ์การเพิ่มสินค้า เทรนด์ใหม่เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด (fashion and differentiation) โดยจะเริ่มจากการนำเข้าสินค้าไพรเวตแบรนด์ในกลุ่มแฟชั่นสตรีจากต่างประเทศที่มีการเติบโตถึง 35% ในครึ่งปีแรก หรือถือเป็นสัดส่วน 10% จากยอดขายรวม เพื่อสร้างการเติบโตให้สินค้ากลุ่มนี้อีก 5-10%

"6 เดือนแรกโรบินสันมียอดขายเติบโตจากปีที่แล้ว 14-15% เนื่องจากสาขาส่วนใหญ่กระจายตามชุมชน จึงเป็นตัวดึงดูดลูกค้าในช่วงน้ำมันขึ้นราคาสูง แต่ในช่วงครึ่งปีหลังยอมรับว่าอาจทำตลาดยากขึ้น เพราะลูกค้าได้รับผลกระทบจากปัญหาภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจากราคาสินค้าที่ไม่สูงมากนัก จะช่วยให้ลูกค้ายังคงใช้บริการในห้างตามปกติ"

นางสาวสิรินิจกล่าวว่า สำหรับการเพิ่มสินค้าไพรเวตแบรนด์ครั้งนี้ โรบินสันใช้งบฯโฆษณาประชาสัมพันธ์ 12 ล้านบาท ผ่านสื่ออะโบฟเดอะไลน์ อาทิ ทีวีทราย- อิน บิลบอร์ด และแมกาซีน รวมถึงสื่อบีโลว์เดอะไลน์ต่างๆ ได้แก่ การจัดอีเวนต์พิเศษสำหรับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ งบฯส่วนหนึ่งยังถูกกันไว้สำหรับการทำตลาดในสาขาต่างจังหวัดอีกด้วย

โดยเทรนด์แฟชั่นตามหัวเมืองใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต อุดรธานี และชลบุรี แทบไม่แตกต่างจากในกรุงเทพฯ และถือว่าลูกค้าต่างจังหวัดมีดีมานด์ด้านแฟชั่นและ สินค้าอื่นๆ มากพอสมควร ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการเติบโตดังกล่าว โรบินสันจึงมีแผนจะรีโนเวตสาขาในต่างจังหวัด 2 แห่งในปีนี้ คือ เชียงใหม่ และอุดรธานี ขณะเดียวกันยังวางแผนรีโนเวตบางแผนกในสาขาแฟชั่น ไอส์แลนด์ และศรีนครินทร์

พร้อมกันนี้ นางสาวสิรินิจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สินค้าไพรเวตแบรนด์กลุ่มแฟชั่น สตรีที่นำเข้ามาที่จะมีจำหน่ายเฉพาะที่โรบินสัน (Only @ Robinson) ได้แก่ Allure แบรนด์เสื้อผ้าหรูร่วมสมัย, F.O.F. Luxury เน้นการแต่งกายสไตล์มิกซ์แอนด์แมตช์, Centro Moda สำหรับผู้หญิงที่ชอบความทะมัดทะแมง และ Ermis ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแบบยุค เรโทร ซึ่งจากการทำตลาดสินค้าไพรเวตแบรนด์ในช่วงซอฟต์ลอนช์ 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าเและมียอดขายเป็นที่น่าพอใจ

"เสื้อผ้านี้โฟกัสกลุ่มผู้หญิงวัยทำงาน อายุ 20-40 ปี ใช้วิธีกระตุ้นการซื้อด้วยกลยุทธ์ targeted and inspired marketing หรือการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงกล้าแต่งตัวตามแฟชั่น โดยใช้ศรีริต้า เจนเซ่น ซึ่งเป็นต้นแบบของผู้หญิงยุคใหม่ มาเป็นผู้มิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับหลากหลายสไตล์ และจะมีการอัพเดตเทรนด์ใหม่ทุกเดือน ปีนี้จะเพิ่มจำนวนสินค้าในคอลเล็กชั่นเป็น 8 แบรนด์ จากปัจจุบันที่มีไพรเวตแบรนด์อยู่ 4 แบรนด์" นางสาวสิรินิจกล่าว

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 25 สิงหาคม 2551

ฟิตเนสฯบุกโคราชเปิดสาขาแรกอีสาน

มาร์ค บูคานันท์ กรรมการบริหาร บริษัท ฟิตเนส เฟิรส์ท (ประเทศไทย) นครราชสีมา - ฟิตเนส เฟิรส์ท สวนกระแสเศรษฐกิจ ใช้งบกว่า 100 ล้านบาท ผุดสถานบริการฟิตเนสครบวงจรแห่งแรกในภูมิภาค โดยยึดพื้นที่ชั้น 3 เดอะมอลล์โคราช หวังเจาะกลุ่มลูกค้าคนรักสุขภาพ ดีเดย์เปิดบริการเต็มรูปแบบ 23 ส.ค.นี้

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายมาร์ค บูคานันท์ กรรมการบริหาร บริษัท ฟิตเนส เฟิรส์ท (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ใช้เงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อเปิดสถานออกกำลังกาย (ฟิตเนส) ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนครราชสีมา บนพื้นที่ชั้น 3 ของห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ นครราชสีมา

สำหรับธุรกิจฟิตเนสในจังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นจังหวัดแรกในระดับภูมิภาคที่บริษัทได้เข้ามาเปิดให้บริการเป็นสาขาที่ 16 โดยทั้ง 15 สาขานั้นอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งหมด ทั้งนี้การเปิดฟิตเนสที่จังหวัดนครราชสีมานี้ เนื่องจากบริษัทได้เล็งเห็นศักยภาพทางการตลาดของจังหวัด เพราะได้มีการทำวิจัยพฤติกรรมของประชากร พบว่าให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย ในอัตราส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ ซึ่งฟิตเนสแห่งนี้จะเป็นคลับที่สมบูรณ์แบบเทียบเท่ามาตรฐานโลก

"แนวคิดของเราคือ พยายามให้ทุกคนออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เพราะสุขภาพที่ดีมาจากการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการออกกำลังกายไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นนิสัยที่ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมากกว่า ดังนั้นฟิตเนส เฟิรส์ทจึงจะทำทุกอย่างที่ทำให้ทุกคนมีความสุขกับการออกกำลังกาย ส่วนอัตราค่าบริการ ในช่วงแนะนำนี้ บริษัทจะคิดอัตราค่าบริการเพียงรายละ 1,500 บาทต่อเดือน โดยมีทั้งแบบราย 3 เดือน และราย 12 เดือน" กรรมการบริหาร บริษัท ระบุ

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ 25 สิงหาคม 2551

มิสเตอร์ โดนัท ปรับโฉม 200 สาขา เจาะเทรนดี้


“มิสเตอร์ โดนัท” เตรียมปรับโฉมครั้งใหญ่ อิงโมเดลญี่ปุ่น ผุดร้านคอนเซปต์ใหม่แนวเทรนดี้ เพิ่มความหลากหลายสินค้าสู้คู่แข่ง ประเดิมแห่งแรกฉลองครบ 200 สาขาไตรมาส 4 นี้ ขณะเดียวกันเท 80 ล้านปรับสาขาเก่า

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายสุชีพ ธรรมาชีพเจริญ ผู้จัดการทั่วไป แบรนด์มิสเตอร์โดนัท บริษัท เซ็นทรัล เรสเตอรองต์ส กรุ๊ป จำกัด (ซีอาร์จี) ในเครือเซ็นทรัล เปิดเผยว่า บริษัทจะมีการปรับโฉมมิสเตอร์โดนัทครั้งใหญ่ ภายใต้คอนเซปต์สโตร์ใหม่ด้วยการดีไซน์รูปแบบการตกแต่งของร้านในบรรยากาศแนวเทรนดี้ รวมทั้งการพัฒนาสินค้าให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความหลากหลายมากขึ้น รองรับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดร้านอาหารบริการด่วนทั้งไลฟ์และฮาร์ดฟาสต์ฟู้ด

โดยจะเปิดตัวร้านแห่งแรกในสาขาที่ 200 ของมิสเตอร์โดนัทในประเทศไทย ลงทุน 5-7 ล้านบาท มากกว่าปกติที่ลงทุนเฉลี่ย 3 ล้านบาทต่อสาขา

“คอนเซปต์ใหม่เป็นโมเดลจากญี่ปุ่นซึ่งเปิดตัวไปแล้ว โฉมใหม่ครั้งนี้จะช่วยดันภาพลักษณ์ให้มิสเตอร์โดนัทเป็นพรีเมียมมากขึ้น เมื่อลูกค้าเข้าร้านจะมีความสุขและนั่งอยู่ในร้านมากขึ้น ขณะที่สินค้าจะเน้นความเป็นโดนัทผลิตสด” นายสุชีพกล่าว

เขายอมรับว่า การทำตลาดของผลิตภัณฑ์โดนัท ซึ่งมิสเตอร์โดนัทเปิดตลาดในเมืองไทยมาถึง 30 ปีแล้วนั้น ค่อนข้างเป็นแบรนด์เก่าในตลาดท่ามกลางผู้แข่งขันหน้าใหม่ที่มีการเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกระแสความนิยมของร้านกาแฟคั่วบดในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ความนิยมของวัยรุ่นหันไปเข้าร้านกาแฟมากขึ้น

นายสุชีพ กล่าวว่า บริษัทยังเน้นพัฒนาเมนูโดนัทที่เป็น “ของคาว” เพื่อรองรับพฤติกรรมลูกค้าในยุคเร่งรีบมากขึ้น ล่าสุดเปิดตัวเมนูใหม่มิสเตอร์ โดนัท เดลิสแนกซ์ หรือมินิแซนด์วิช ไส้เขียวหวานไก่ และไส้ไก่สไปซี่ ทั้งยังรองรับความนิยมของลูกค้าต่างจังหวัดที่มีต่อมิสเตอร์โดนัทด้วย

จะเห็นว่าจากยอดขายรวมมาจากสาขาต่างจังหวัดถึง 52% ในขณะที่มีสาขาให้บริการเพียง 48% จากร้านรวมกว่า 190 แห่ง ทั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มิสเตอร์โดนัทพัฒนาเมนูของคาว เพราะต้องการขยายฐานลูกค้าและสร้างทางเลือกใหม่ให้กับตลาด รับมือการแข่งขันในตลาดอาหารมีความรุนแรงมากขึ้น

สำหรับในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทได้มีการขยายสาขาใหม่ 20 แห่ง ส่วนในครึ่งปีหลังจะเปิดอีก 10 แห่งใช้งบรวม 80 ล้านบาท รวมทั้งออกเมนูใหม่อีก 3 เมนู ซึ่งในปีหน้าจะใช้งบ 5 ล้านบาทในการปรับสาขาเก่า 15 แห่งสู่คอนเซปต์ใหม่ด้วย

ขณะที่ผลประกอบการ 6 เดือนที่ผ่านมาเติบโต 7% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 10% ขณะที่ตลาดรวมขยายตัว 6% คาดว่าทั้งปีนี้บริษัทฯจะโต 10% จากปีที่แล้วเติบโต 7% คาดรายได้รวมอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท ครองส่วนแบ่งตลาด 75% ในตลาดรวมโดนัทมูลค่า 1,600 ล้านบาท

ปัจจุบันมียอดใช้จ่ายของลูกค้า 70 บาทต่อคนต่อครั้ง เพิ่มขึ้น 6% มีความถี่ในการเข้าใช้บริการ 4 ครั้งต่อเดือน โดยมิสเตอร์โดนัทเป็นแบรนด์ที่ทำรายได้อันดับสองให้กับกลุ่มเซ็นทรัลฟู้ดรองจากเคเอฟซี ซึ่งปีนี้จะใช้งบตลาดรวม 70 ล้านบาท ครึ่งปีแรกใช้ไปแล้ว 30 ล้านบาท

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ 25 สิงหาคม 2551

CPALL ขยายสาขา

บริษัท ซีพี ออล จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ยอดขายต่อพื้นที่เดิมแข็งแกร่งถึง 5.7% ในครึ่งแรกของปี 51 ดีดตัวขึ้นจาก 0.2% โดยยอดขายต่อพื้นเดิมไม่รวมยอดขายบัตรโทรศัพท์เติบโตถึง 9.2% ในครึ่งแรกของ 51 เพิ่มขึ้นจาก 6.5% เชื่อว่าความสามารถในการเลือกสินค้าให้ตรงใจลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ โดยบริษัทจะคัดสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวช้าออกทุกสัปดาห์ ประมาณสัปดาห์ละ 50 รายการ และแทนที่ด้วยสินค้าใหม่

รวมทั้งยังช่วยให้อัตรากำไรดีขึ้น เนื่องจากสามารถใช้พื้นที่ของชั้นวางสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นที่ 26.5% ในครึ่งปีแรก เพิ่มขึ้นจาก 24.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกลยุทธ์ที่เน้นอาหารพร้อมรับประทาน

นอกจากนี้บริษัทยังมีความสามารถในการขยายร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นได้อีก โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/51 จำนวนร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นสูงถึง 4,573 สาขา ดังนั้น เป้า 5,000 สาขาในปี 52 ที่วางไว้จึงไม่น่าจะมีปัญหา การขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ 400-450 สาขาต่อปี นอกจากจะมาจากการทำให้ผู้บริโภคสามารถจดจำชื่อร้านได้แล้ว ยังสามารถทำให้ CPALL มีอำนาจในการต่อรองในการสั่งซื้อ

ดังนั้น จึงปรับประมาณการปี 51-52 ขึ้น 23.6% และ 10.9% ตามลำดับ โดยการปรับสมมุติฐานที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประมาณการคือ 1) ปรับอัตรากำไรขั้นต้นขึ้น 2) ปรับค่าใช้จ่ายการบริหารต่อยอดขายขึ้นเล็กน้อย และ 3) ปรับประมาณการยอดขายโลตัสของจีนที่ยังขาดทุนอยู่ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 52 ที่ 14.40 บาท

ที่มา โลกวันนี้ 22 สิงหาคม 2551

BIGC เติบโตมั่นคง

การเติบโตของบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIGC ยังขึ้นอยู่กับการเปิดสาขาใหม่ๆ เนื่องจากการเติบโตยอดขายต่อสาขาเดิมของ BIGC มีเพียง 1.5% ในไตรมาส 2/51 ส่งผลให้การเติบโตยอดขายต่อสาขาเดิมในช่วงครึ่งปีแรกเท่ากับ 2% ทั้งนี้ การเปิดสาขาใหม่ 6 สาขา ในช่วงครึ่งหลังของปีจะเพิ่มพื้นที่ขายอีก 38,835 ตร.ม. และพื้นที่ให้เช่า 25,849 ตร.ม. ส่งผลให้ยอดขายและพื้นที่ให้เช่ารวมของ BIGC ณ สิ้นปี 2551 จะปรับตัวสูงขึ้น 13% และ 24% ตามลำดับ จากสิ้นปี 2550

ดังนั้น ยอดขายและค่าเช่าสำหรับปี 2551 คาดว่าจะขยายตัวขึ้น 12% และ 18% ตามลำดับ ในส่วนของปี 2552 นั้นผู้บริหารกล่าวในที่ประชุมนักวิเคราะห์ว่า BIGC จะเปิดสาขาใหม่อย่างน้อย 4 สาขา แต่คาดว่าน่าจะมากกว่านั้น เนื่องจากบริษัทมีใบอนุญาตก่อสร้างอยู่มากกว่า 10 แห่ง
สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2/51 ปรับตัวลดลง 0.70% YoY มาอยู่ที่ 7.8% เนื่องจาก BIGC ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมดไปยังลูกค้าได้ อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรที่ลดลงได้รับการชดเชยด้วยรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ผลิต ดังนั้น เมื่อพิจารณาในส่วนของอัตรากำไรที่รวมรายได้ค่าธรรมเนียมแล้ว จะเห็นว่าขยายตัวขึ้น 0.40% มาอยู่ที่ 16.7% ส่วนอัตรากำไรที่ลดลง QoQ มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยฤดูกาล

นอกจากนี้บริษัทยังกล่าวว่าการปรับรูปแบบธุรกิจของ mini Big C น่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ หลังจากนั้นอาจมีการเปิดสาขาใหม่ 50-100 สาขาต่อปี หาก mini Big C ประสบความสำเร็จ ก็น่าจะมีการปรับมูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้น โดย BIGC มีแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคง งบดุลที่แข็งแกร่ง และโอกาสในการปรับเพิ่มประมาณการกำไร มูลค่าของหุ้นก็น่าดึงดูดด้วยประมาณการ PER ปี 2552 ที่ 12 เท่า ยังคงแนะนำ “ซื้อ”

ที่มา โลกวันนี้ 22 สิงหาคม 2551