Sunday, August 24, 2008
มิสเตอร์โดนัทเล็งบุกต่างประเทศ
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 25 สิงหาคม 2551
จับตาเทรนด์โฆษณาใหม่ ชู "In-store Marketing" ขายตรงลูกค้า

คงไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของ "โฆษณา" ที่มีต่อโลกธุรกิจ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาโฆษณาถือเป็นเครื่องมือทางการตลาด อันทรงอิทธิพลที่สามารถเข้าถึง "ผู้บริโภค" จำนวนมาก
ทว่าเมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิม รูปแบบของโฆษณาจึงต้อง ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
"วอลล์สตรีต เจอร์นัล" รายงานว่า ปัจจุบันบรรดาแบรนด์ต่างๆ พยายามจะเข้าถึงผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มให้มากขึ้น ซึ่งล่าสุดนักการตลาดปิ๊งไอเดียใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว โดยใช้วิธีโปรโมตสินค้าแก่ลูกค้าแต่ละราย โดยใช้ข้อมูลการเลือกหรือซื้อสินค้าภายในร้านเป็นตัวบ่งชี้ความสนใจของลูกค้า
ยกตัวอย่าง "ดังกิ้น โดนัท" ซึ่งนับเป็นธุรกิจรายแรกๆ ที่เริ่มทดลองวิธีใหม่ในตลาดสหรัฐ โดยดังกิ้นฯนำร่องใช้กลยุทธ์โปรโมตสินค้าแบบใหม่นี้ใน 2 สาขาในนิวยอร์ก เมื่อลูกค้าสั่งกาแฟในตอนเช้าก็ จะเห็นโฆษณาบนจอมอนิเตอร์ที่ติดอยู่หน้าเครื่องคิดเงิน ซึ่งมีเนื้อหาโปรโมตเมนูแซนด์วิชมื้อเช้า หรือเมนูมันฝรั่งต้มผัดสุกที่เรียกว่า hash browns ส่วนที่เคาน์เตอร์ลูกค้าจะเห็นโฆษณาอีกชิ้นที่กระตุ้นให้กลับมาละเลียดกาแฟในช่วงบ่าย และลองลิ้มรสพิซซ่าอบของร้าน
ขณะที่แบรนด์ "พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล" (พีแอนด์จี) ก็ใช้แนวคิดคล้ายคลึงกัน โดยทดลองใช้ป้ายสินค้าที่ รับส่งข้อมูลแบบ RFID (radio-frequency identification) กับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้าน "เมโทร เอ็กซ์ตร้า" (Metro Extra) ในเยอรมนี โดยเมื่อลูกค้าดึงสินค้าออกมาจากชั้น หน้าจอดิจิทัลในระดับสายตาจะเปลี่ยนเนื้อหาตามสินค้าที่ถูกหยิบ ยกตัวอย่าง หากลูกค้าหยิบผลิตภัณฑ์แชมพู หน้าจอโฆษณาที่ติดอยู่บนชั้นจะนำเสนอสินค้าประเภทครีมนวดผม หรือผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมอื่นๆ เพิ่มเติม
การขยับดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของนักโฆษณาที่ปรับโฟกัสไป ทุ่มงบฯโฆษณากับการตลาดในร้าน (in-store marketing) มากขึ้น หลังจากจำนวนผู้ชมและมนต์ขลังของโฆษณาทีวีเสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้นักการตลาดต้องหาหนทางโปรโมตแบบใหม่ที่ใกล้ชิดกับการตัดสินใจซื้อของลูกค้ามากที่สุด
และคำตอบก็อยู่ที่ "ร้านค้า" นั่นเอง
จากการทดลองที่นักการตลาดส่วนใหญ่ทำขึ้น มักจะติดตั้งจอดิจิทัลไว้ใกล้กับ เครื่องคิดเงินและตามทางเดิน เนื่องจากได้ติดกล้องไว้ใกล้กับจอดิจิทัลเหล่านี้ ซึ่ง ทำให้นักการตลาดทราบถึงพฤติกรรมของลูกค้า และรู้ว่าควรจะโฆษณาสินค้าตามที่ลูกค้าให้ความสนใจ
อย่างไรก็ตาม การโฆษณาที่พุ่งเป้าไปที่ร้านค้ายังอยู่ในขั้นเริ่มแรก ซึ่งนักการตลาดหลายรายยอมรับว่ายังจำเป็นต้องค้นคว้าวิจัยกันต่อไป เพื่อประเมินหารูปแบบของโฆษณาที่ดีที่สุด รวมถึงวิธีที่จะทำให้ ผู้บริโภคตอบรับกับข้อความโฆษณาที่ส่งไป ขณะที่หลายคนกังวลว่า หากติดตั้งจอ ดิจิทัลมากเกินไปอาจทำให้ลูกค้าละเลย ที่จะสนใจชมโฆษณาไปในที่สุด
"แอนดี้ เมอร์เรย์" ประธานบริหารบริษัทซาทชิ แอนด์ ซาชิ เอ็กซ์ เอเยนซีบริษัทโฆษณาในเครือพับลิซิส กรุ๊ป ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ว่า โดยปกติแล้วเรามักใช้จอมอนิเตอร์ในการกระตุ้นความสนใจของผู้คน แต่หากร้านค้าใช้หน้าจอดิจิทัล เหล่านี้เพียงเพราะต้องการขายสินค้า ก็ไม่แน่ว่านักช็อปจะให้การต้อนรับหรือไม่
ขณะที่ "วายซีดี มัลติมีเดีย" ผู้จัดหาหน้าจอดิจิทัลโฆษณาให้แก่ดังกิ้นฯ กำลังง่วนอยู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ซึ่งจะสามารถแยกแยะบุคคลได้อย่างแม่นยำ ทั้งในเรื่องของอายุโดยประมาณ และเพศ
แนวคิดดังกล่าวคล้ายคลึงกับที่บริษัทในธุรกิจด้านความปลอดภัยใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ทั้งขนาดและรูปร่างของจมูก ตา กระดูกแก้ม และแนวขากรรไกร
แม้การที่ราคาจอดิจิทัลลดลงอย่างมากทำให้บรรดาร้านค้าสามารถซื้อหามาใช้งานได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม จอมอนิเตอร์ดังกล่าวยังมีปัญหาเรื่องสัญญาณดิจิทัลที่ดีเลย์กว่าความเป็นจริง เนื่องจากการโหลดโฆษณาต้องใช้เวลานาน จึงอาจทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อผู้บริโภคได้จริง
นอกจากนี้ ผู้ผลิตเทคโนโลยีที่ใช้ในโฆษณารูปแบบใหม่นี้ยังต้องหาวิธีป้องกันความลับของลูกค้า โดยห้ามไม่ให้จับภาพและเก็บข้อมูลภาพลูกค้าไปใช้ต่อ
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 25 สิงหาคม 2551
"โรบินสัน"เพิ่มน้ำหนักแฟชั่นสตรี ขนไพรเวตแบรนด์สร้างความต่างจับสาวอินเทรนด์
นางสาวสิรินิจ โชคชัยฤทธิกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารสินค้า บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังนี้โรบินสันจะรุกตลาดด้วยกลยุทธ์การเพิ่มสินค้า เทรนด์ใหม่เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด (fashion and differentiation) โดยจะเริ่มจากการนำเข้าสินค้าไพรเวตแบรนด์ในกลุ่มแฟชั่นสตรีจากต่างประเทศที่มีการเติบโตถึง 35% ในครึ่งปีแรก หรือถือเป็นสัดส่วน 10% จากยอดขายรวม เพื่อสร้างการเติบโตให้สินค้ากลุ่มนี้อีก 5-10%
"6 เดือนแรกโรบินสันมียอดขายเติบโตจากปีที่แล้ว 14-15% เนื่องจากสาขาส่วนใหญ่กระจายตามชุมชน จึงเป็นตัวดึงดูดลูกค้าในช่วงน้ำมันขึ้นราคาสูง แต่ในช่วงครึ่งปีหลังยอมรับว่าอาจทำตลาดยากขึ้น เพราะลูกค้าได้รับผลกระทบจากปัญหาภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจากราคาสินค้าที่ไม่สูงมากนัก จะช่วยให้ลูกค้ายังคงใช้บริการในห้างตามปกติ"
นางสาวสิรินิจกล่าวว่า สำหรับการเพิ่มสินค้าไพรเวตแบรนด์ครั้งนี้ โรบินสันใช้งบฯโฆษณาประชาสัมพันธ์ 12 ล้านบาท ผ่านสื่ออะโบฟเดอะไลน์ อาทิ ทีวีทราย- อิน บิลบอร์ด และแมกาซีน รวมถึงสื่อบีโลว์เดอะไลน์ต่างๆ ได้แก่ การจัดอีเวนต์พิเศษสำหรับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ งบฯส่วนหนึ่งยังถูกกันไว้สำหรับการทำตลาดในสาขาต่างจังหวัดอีกด้วย
โดยเทรนด์แฟชั่นตามหัวเมืองใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต อุดรธานี และชลบุรี แทบไม่แตกต่างจากในกรุงเทพฯ และถือว่าลูกค้าต่างจังหวัดมีดีมานด์ด้านแฟชั่นและ สินค้าอื่นๆ มากพอสมควร ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการเติบโตดังกล่าว โรบินสันจึงมีแผนจะรีโนเวตสาขาในต่างจังหวัด 2 แห่งในปีนี้ คือ เชียงใหม่ และอุดรธานี ขณะเดียวกันยังวางแผนรีโนเวตบางแผนกในสาขาแฟชั่น ไอส์แลนด์ และศรีนครินทร์
พร้อมกันนี้ นางสาวสิรินิจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สินค้าไพรเวตแบรนด์กลุ่มแฟชั่น สตรีที่นำเข้ามาที่จะมีจำหน่ายเฉพาะที่โรบินสัน (Only @ Robinson) ได้แก่ Allure แบรนด์เสื้อผ้าหรูร่วมสมัย, F.O.F. Luxury เน้นการแต่งกายสไตล์มิกซ์แอนด์แมตช์, Centro Moda สำหรับผู้หญิงที่ชอบความทะมัดทะแมง และ Ermis ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแบบยุค เรโทร ซึ่งจากการทำตลาดสินค้าไพรเวตแบรนด์ในช่วงซอฟต์ลอนช์ 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าเและมียอดขายเป็นที่น่าพอใจ
"เสื้อผ้านี้โฟกัสกลุ่มผู้หญิงวัยทำงาน อายุ 20-40 ปี ใช้วิธีกระตุ้นการซื้อด้วยกลยุทธ์ targeted and inspired marketing หรือการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงกล้าแต่งตัวตามแฟชั่น โดยใช้ศรีริต้า เจนเซ่น ซึ่งเป็นต้นแบบของผู้หญิงยุคใหม่ มาเป็นผู้มิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับหลากหลายสไตล์ และจะมีการอัพเดตเทรนด์ใหม่ทุกเดือน ปีนี้จะเพิ่มจำนวนสินค้าในคอลเล็กชั่นเป็น 8 แบรนด์ จากปัจจุบันที่มีไพรเวตแบรนด์อยู่ 4 แบรนด์" นางสาวสิรินิจกล่าว
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 25 สิงหาคม 2551
ฟิตเนสฯบุกโคราชเปิดสาขาแรกอีสาน
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายมาร์ค บูคานันท์ กรรมการบริหาร บริษัท ฟิตเนส เฟิรส์ท (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ใช้เงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อเปิดสถานออกกำลังกาย (ฟิตเนส) ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนครราชสีมา บนพื้นที่ชั้น 3 ของห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ นครราชสีมา
สำหรับธุรกิจฟิตเนสในจังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นจังหวัดแรกในระดับภูมิภาคที่บริษัทได้เข้ามาเปิดให้บริการเป็นสาขาที่ 16 โดยทั้ง 15 สาขานั้นอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งหมด ทั้งนี้การเปิดฟิตเนสที่จังหวัดนครราชสีมานี้ เนื่องจากบริษัทได้เล็งเห็นศักยภาพทางการตลาดของจังหวัด เพราะได้มีการทำวิจัยพฤติกรรมของประชากร พบว่าให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย ในอัตราส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ ซึ่งฟิตเนสแห่งนี้จะเป็นคลับที่สมบูรณ์แบบเทียบเท่ามาตรฐานโลก
"แนวคิดของเราคือ พยายามให้ทุกคนออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เพราะสุขภาพที่ดีมาจากการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการออกกำลังกายไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นนิสัยที่ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมากกว่า ดังนั้นฟิตเนส เฟิรส์ทจึงจะทำทุกอย่างที่ทำให้ทุกคนมีความสุขกับการออกกำลังกาย ส่วนอัตราค่าบริการ ในช่วงแนะนำนี้ บริษัทจะคิดอัตราค่าบริการเพียงรายละ 1,500 บาทต่อเดือน โดยมีทั้งแบบราย 3 เดือน และราย 12 เดือน" กรรมการบริหาร บริษัท ระบุ
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ 25 สิงหาคม 2551
มิสเตอร์ โดนัท ปรับโฉม 200 สาขา เจาะเทรนดี้
“มิสเตอร์ โดนัท” เตรียมปรับโฉมครั้งใหญ่ อิงโมเดลญี่ปุ่น ผุดร้านคอนเซปต์ใหม่แนวเทรนดี้ เพิ่มความหลากหลายสินค้าสู้คู่แข่ง ประเดิมแห่งแรกฉลองครบ 200 สาขาไตรมาส 4 นี้ ขณะเดียวกันเท 80 ล้านปรับสาขาเก่า
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายสุชีพ ธรรมาชีพเจริญ ผู้จัดการทั่วไป แบรนด์มิสเตอร์โดนัท บริษัท เซ็นทรัล เรสเตอรองต์ส กรุ๊ป จำกัด (ซีอาร์จี) ในเครือเซ็นทรัล เปิดเผยว่า บริษัทจะมีการปรับโฉมมิสเตอร์โดนัทครั้งใหญ่ ภายใต้คอนเซปต์สโตร์ใหม่ด้วยการดีไซน์รูปแบบการตกแต่งของร้านในบรรยากาศแนวเทรนดี้ รวมทั้งการพัฒนาสินค้าให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความหลากหลายมากขึ้น รองรับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดร้านอาหารบริการด่วนทั้งไลฟ์และฮาร์ดฟาสต์ฟู้ด
โดยจะเปิดตัวร้านแห่งแรกในสาขาที่ 200 ของมิสเตอร์โดนัทในประเทศไทย ลงทุน 5-7 ล้านบาท มากกว่าปกติที่ลงทุนเฉลี่ย 3 ล้านบาทต่อสาขา
“คอนเซปต์ใหม่เป็นโมเดลจากญี่ปุ่นซึ่งเปิดตัวไปแล้ว โฉมใหม่ครั้งนี้จะช่วยดันภาพลักษณ์ให้มิสเตอร์โดนัทเป็นพรีเมียมมากขึ้น เมื่อลูกค้าเข้าร้านจะมีความสุขและนั่งอยู่ในร้านมากขึ้น ขณะที่สินค้าจะเน้นความเป็นโดนัทผลิตสด” นายสุชีพกล่าว
เขายอมรับว่า การทำตลาดของผลิตภัณฑ์โดนัท ซึ่งมิสเตอร์โดนัทเปิดตลาดในเมืองไทยมาถึง 30 ปีแล้วนั้น ค่อนข้างเป็นแบรนด์เก่าในตลาดท่ามกลางผู้แข่งขันหน้าใหม่ที่มีการเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกระแสความนิยมของร้านกาแฟคั่วบดในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ความนิยมของวัยรุ่นหันไปเข้าร้านกาแฟมากขึ้น
นายสุชีพ กล่าวว่า บริษัทยังเน้นพัฒนาเมนูโดนัทที่เป็น “ของคาว” เพื่อรองรับพฤติกรรมลูกค้าในยุคเร่งรีบมากขึ้น ล่าสุดเปิดตัวเมนูใหม่มิสเตอร์ โดนัท เดลิสแนกซ์ หรือมินิแซนด์วิช ไส้เขียวหวานไก่ และไส้ไก่สไปซี่ ทั้งยังรองรับความนิยมของลูกค้าต่างจังหวัดที่มีต่อมิสเตอร์โดนัทด้วย
จะเห็นว่าจากยอดขายรวมมาจากสาขาต่างจังหวัดถึง 52% ในขณะที่มีสาขาให้บริการเพียง 48% จากร้านรวมกว่า 190 แห่ง ทั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มิสเตอร์โดนัทพัฒนาเมนูของคาว เพราะต้องการขยายฐานลูกค้าและสร้างทางเลือกใหม่ให้กับตลาด รับมือการแข่งขันในตลาดอาหารมีความรุนแรงมากขึ้น
สำหรับในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทได้มีการขยายสาขาใหม่ 20 แห่ง ส่วนในครึ่งปีหลังจะเปิดอีก 10 แห่งใช้งบรวม 80 ล้านบาท รวมทั้งออกเมนูใหม่อีก 3 เมนู ซึ่งในปีหน้าจะใช้งบ 5 ล้านบาทในการปรับสาขาเก่า 15 แห่งสู่คอนเซปต์ใหม่ด้วย
ขณะที่ผลประกอบการ 6 เดือนที่ผ่านมาเติบโต 7% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 10% ขณะที่ตลาดรวมขยายตัว 6% คาดว่าทั้งปีนี้บริษัทฯจะโต 10% จากปีที่แล้วเติบโต 7% คาดรายได้รวมอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท ครองส่วนแบ่งตลาด 75% ในตลาดรวมโดนัทมูลค่า 1,600 ล้านบาท
ปัจจุบันมียอดใช้จ่ายของลูกค้า 70 บาทต่อคนต่อครั้ง เพิ่มขึ้น 6% มีความถี่ในการเข้าใช้บริการ 4 ครั้งต่อเดือน โดยมิสเตอร์โดนัทเป็นแบรนด์ที่ทำรายได้อันดับสองให้กับกลุ่มเซ็นทรัลฟู้ดรองจากเคเอฟซี ซึ่งปีนี้จะใช้งบตลาดรวม 70 ล้านบาท ครึ่งปีแรกใช้ไปแล้ว 30 ล้านบาท
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ 25 สิงหาคม 2551
CPALL ขยายสาขา
รวมทั้งยังช่วยให้อัตรากำไรดีขึ้น เนื่องจากสามารถใช้พื้นที่ของชั้นวางสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นที่ 26.5% ในครึ่งปีแรก เพิ่มขึ้นจาก 24.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกลยุทธ์ที่เน้นอาหารพร้อมรับประทาน
นอกจากนี้บริษัทยังมีความสามารถในการขยายร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นได้อีก โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/51 จำนวนร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นสูงถึง 4,573 สาขา ดังนั้น เป้า 5,000 สาขาในปี 52 ที่วางไว้จึงไม่น่าจะมีปัญหา การขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ 400-450 สาขาต่อปี นอกจากจะมาจากการทำให้ผู้บริโภคสามารถจดจำชื่อร้านได้แล้ว ยังสามารถทำให้ CPALL มีอำนาจในการต่อรองในการสั่งซื้อ
ดังนั้น จึงปรับประมาณการปี 51-52 ขึ้น 23.6% และ 10.9% ตามลำดับ โดยการปรับสมมุติฐานที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประมาณการคือ 1) ปรับอัตรากำไรขั้นต้นขึ้น 2) ปรับค่าใช้จ่ายการบริหารต่อยอดขายขึ้นเล็กน้อย และ 3) ปรับประมาณการยอดขายโลตัสของจีนที่ยังขาดทุนอยู่ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 52 ที่ 14.40 บาท
ที่มา โลกวันนี้ 22 สิงหาคม 2551
BIGC เติบโตมั่นคง
ดังนั้น ยอดขายและค่าเช่าสำหรับปี 2551 คาดว่าจะขยายตัวขึ้น 12% และ 18% ตามลำดับ ในส่วนของปี 2552 นั้นผู้บริหารกล่าวในที่ประชุมนักวิเคราะห์ว่า BIGC จะเปิดสาขาใหม่อย่างน้อย 4 สาขา แต่คาดว่าน่าจะมากกว่านั้น เนื่องจากบริษัทมีใบอนุญาตก่อสร้างอยู่มากกว่า 10 แห่ง
สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2/51 ปรับตัวลดลง 0.70% YoY มาอยู่ที่ 7.8% เนื่องจาก BIGC ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมดไปยังลูกค้าได้ อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรที่ลดลงได้รับการชดเชยด้วยรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ผลิต ดังนั้น เมื่อพิจารณาในส่วนของอัตรากำไรที่รวมรายได้ค่าธรรมเนียมแล้ว จะเห็นว่าขยายตัวขึ้น 0.40% มาอยู่ที่ 16.7% ส่วนอัตรากำไรที่ลดลง QoQ มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยฤดูกาล
นอกจากนี้บริษัทยังกล่าวว่าการปรับรูปแบบธุรกิจของ mini Big C น่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ หลังจากนั้นอาจมีการเปิดสาขาใหม่ 50-100 สาขาต่อปี หาก mini Big C ประสบความสำเร็จ ก็น่าจะมีการปรับมูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้น โดย BIGC มีแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคง งบดุลที่แข็งแกร่ง และโอกาสในการปรับเพิ่มประมาณการกำไร มูลค่าของหุ้นก็น่าดึงดูดด้วยประมาณการ PER ปี 2552 ที่ 12 เท่า ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
ที่มา โลกวันนี้ 22 สิงหาคม 2551